รอน ซิมมอนส์ : แชมป์โลกมวยปล้ำผู้สร้างแรงบันดาลใจ

03/11/2019 Admin Official 219 views

นักมวยปล้ำเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกัน รอน ซิมมอนส์ เอาแต่ได้รับบทบาทเป็นนักมวยปล้ำข้างอธรรม หรือ นักมวยปลุกปล้ำเฮฮา เพื่อเรียกเสียงหัวพวกเราจากผู้ชม ในขณะที่นักมวยปล้ำพวกนี้ เปี่ยมไปด้วยความรู้ความเข้าใจ เกินกว่าที่คนใดกันแน่จะจินตนาการได้ ท่ามกลางการขัดแย้งถึงการเลือกปฏิบัติต่อนักมวยปลุกปล้ำผิวสี ชายคนหนึ่งได้จารึกหน้าประวัติศาสตร์ไว้หลายสิบปีกลาย พร้อมด้วยรับรองให้โลกทั้งยังใบมีความคิดเห็นว่า นักมวยปล้ำผิวสีก็สามารถขึ้นไปยืนบนจุดสุดยอดของแวดวงได้เช่นกัน

รอน ซิมมอนส์

รอน ซิมมอนส์ มิได้ชักจูงตนเองไปสู่แวดวงกีฬาในฐานะนักมวยปล้ำ เขาสร้างชื่อให้ชราเอง จากการเล่นอเมริกันบอลในระดับมหาวิทยาลัย โดยซิมมอนส์ เล่นตำแหน่งเชิงรับอย่าง ดีเฟนซีฟ แท็คเกิล (Defensive tackle) ให้แก่มหาวิทยาลัยเมืองฟลอริดา (Florida State University)

ตลอดเวลา 4 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย (1977-1980) ซิมมอนส์ บรรลุความสำเร็จมากมายก่ายกองในสังเวียนคนชนคน เขาเริ่มฤดูแรกในฐานะเฟรชแมน ด้วยการเอารางวัลผู้เล่นที่เกม 4 ครั้ง และก็ได้รับรางวัลดีเฟนซีฟ ไลน์แมน ที่ปี

ความแข็งแกร่งจากน้ำหนัก 235 ปอนด์ ประสานกับความรวดเร็วจากสรีระที่ว่ากันว่าเป็นความสามารถพิเศษจากพระผู้เป็นเจ้าของคนผิวสี ซิมมอนส์ สร้างตำนานของเขาถัดไป ด้วยการต่อว่าดกลุ่มออล อเมริกัน (All-American) หรือกลุ่มผู้เล่นที่ปี ในปี 1979 และก็ 1980 รวมทั้งติดกลุ่มผู้เล่นดีที่สุดของภาคใต้ถึง 3 ครั้ง

ผลงานที่กล่าวมาของ ซิมมอนส์ ทำให้เบอร์เสื้อลำดับที่ 50 ของเขา ถูกรีไทร์โดยมหาวิทยาลัยเมืองฟลอริดา นับว่าเป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลผู้ที่สามในระดับมหาวิทยาลัย ที่ได้รับเกียรติศักดิ์อันเด่นนี้ ก็เลยไม่ต้องสงสัยเลยว่า ซิมมอนส์ จะได้รับการคะเนหวังเท่าไร เมื่อก้าวสู่การประลองอาชีพในศึก NFL

ถ้าเกิดแต่ว่าทางของ ซิมมอนส์ บนลีกกีฬาที่มีมูลค่ามากที่สุดในโลก กลับไม่เป็นไปอย่างที่ทุกคนหวัง ข้างหลังถูกดราฟต์โดย คลีฟแลนด์ บราวน์ส เขามีส่วนร่วมกับกลุ่มเพียงแค่ตอนก่อนเปิดฤดู และไม่สบโอกาสลงเล่นแม้กระทั้งนัดหมายเดียวในช่วงฤดูกาลจริง

ซิมมอนส์ ยังคงดิ้นรนบนทางนักกีฬาอเมริกันฟุตบอลถัดไป แม้ว่าจะล้มเหลวในช่วงฤดูกาลรุกกี้ของตนเอง เขาย้ายไปเล่นในลีกที่ต่ำกว่า NFL อย่าง แคนาเดียน บอล ลีก (CFL) รวมทั้ง สหรัฐ บอล ลีก (USFL) แม้กระนั้นก็ประสบความล้มเหลวกับทั้งคู่กลุ่มที่เขาเดินทางไปร่วมขึ้นอยู่กับ

ทางการเป็นนักกีฬาของ ซิมมอนส์ คงจบลงเพียงเท่านี้ ข้างหลังการล่มสลายของ USFL ในปี 1986 แม้เขาไม่เผชิญกับ เล็กซ์ ลูเกอร์ เพื่อนพ้องร่วมกลุ่มแทมขว้าง เบย์ บันดิทส์ ผู้เบือนหน้าไปสู่แวดวงมวยปล้ำในปี 1985 ซึ่งเปลี่ยนเป็นแรงจูงใจสำคัญให้ ซิมมอนส์ ทิ้งหมวกเล็กและก็สนาม เพื่อก้าวมาทดลองความรู้ความเข้าใจบนสังเวียนมวยปล้ำในเวลาถัดมา

รอน ซิมมอนส์ เริ่มอาชีพนักมวยปล้ำในปี 1987 กับชมรมจิม คร็อกเกต โปรโมชัน หรือ WCW ในเวลาถัดมา เขาใช้เวลาไม่นานที่จะทำให้ผู้ชมจับใจในความรู้ความเข้าใจของเขา ด้วยกำลังรวมทั้งความเร็วที่ยังประจำตัวซิมมอนส์ ราวกับวันในช่วงเวลาที่เป็นนักกีฬาอเมริกันฟุตบอล นักกีฬาผิวสีรายนี้ก็เลยสร้างชื่อให้แก่เฒ่าเองได้อย่างเร็ว

โชคร้ายของซิมมอนส์ ที่แวดวงมวยปล้ำไม่ใช่กีฬาร้อยเปอร์เซนต์ แม้กระนั้นเป็นกีฬาพื่อความรื่นเริงใจ หรือ Sport Entertainment ที่จะต้องพึ่งรูปลักษณ์ของผู้แสดง ซึ่งในที่นี้ก็คือ นักมวยปล้ำเป็นสาระสำคัญ เรื่องดังที่กล่าวมาแล้วก็เลยเปลี่ยนแปลงมาเป็นปัญหาที่หนักแก่ ซิมมอนส์ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หลักสำคัญที่ประณีตและวิจิตรบรรจง แม้กระนั้นจำเป็นต้องเห็นด้วยว่าเป็นเหตุผลสำคัญมากที่สุด ที่กีดกันไม่ให้ ซิมมอนส์ ก้าวไปถึงจุดสุดยอดของแวดวง เป็นสีผิวของเขาเอง

เห็นได้ชัดจากประวัติศาสตร์ที่ช้านานแทบ 50 ปีของแวดวงมวยปล้ำอาชีพ มีการบันทึกไว้อย่างเห็นได้ชัดว่า ไม่มีนักมวยปล้ำผิวดำรายใด ก้าวขึ้นมาคว้าสายรัดเอวแชมป์โลกแม้กระทั้งรายเดียว ไม่ว่าจะเป็นสถาบันใดก็ตาม

แบบอย่างที่เปรียบความแตกต่างนี้ได้ชัดแจ้งที่สุด อาจหนีไม่พ้น เล็กซ์ ลูเกอร์ อดีตกาลเพื่อนพ้องร่วมกลุ่มอเมริกันบอลของ อรน ซิมมอนส์ ที่เว้นเสียแต่รูปร่างใหญ่โตแล้วก็ผมสีบลอนด์เงาสวย เหมือนกับหลุดมาจากตำนานภาษากรีกโบราณ ความสามารถการปล้ำของเขานับได้ว่าตกต่ำ รวมทั้งถูกสาปแช่งจากแฟนรุ่นลูก ว่าเป็นนักมวยปล้ำที่ถูกส่งเสริมเกินจริงเยอะที่สุดคนหนึ่ง

แม้กระนั้นอย่างที่บอกว่า มวยปล้ำเป็นกีฬาที่บางครั้งบางคราวภาพลักษณ์สำคัญกว่าความสามารถ ยิ่งย้อนเวลากลับไปตอนสมัย 1980s เรื่องดังที่กล่าวถึงมาแล้วเป็นความเป็นจริงที่ไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้ เล็กซ์ ลูเกอร์ ถูกส่งเสริมให้เปิดศึกกับ เดอะ โฟร์ ฮอร์สแมน (The Four Horsemen) หนึ่งในกรุ๊ปมวยปล้ำที่ยิ่งใหญ่ที่สุดนิรันดร ก่อนครอบครองแชมป์โลกมาครอบครองได้เสร็จในปี 1991

ในขณะเดียวกัน ซิมมอนส์ ได้รับการจัดการปัญหาของเขา ด้วยสูตรสำเร็จของแวดวงมวยปล้ำ โน่นเป็น เมื่อคุณมีนักมวยปล้ำฝีมือเยี่ยมแต่ว่ารูปลักษณ์มิได้ กระบวนการที่จะสนับสนุนนักมวยปล้ำคนนั้น เป็นหานักมวยปล้ำชำนาญแม้กระนั้นรูปลักษณ์มิได้มาอีกคน แล้วเอาพวกเขามาคู่กันเป็นมวยปล้ำแบบแท็กทีมขึ้นมา

ซิมมอนส์ ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของแท็กทีมที่ชื่อว่า มองม (Doom) ในปี 1989 ด้วยเคมีที่เหมาะแล้วก็ความรู้ความเข้าใจอันทรงอำนาจ เขาและก็คู่แท็กทีมผิวสี บุตช์ รีด เปลี่ยนเป็นแท็กทีมฝั่งอธรรมที่มาแรง แล้วก็เป็นที่นิยมจากแฟนมวยปล้ำ กระทั่งเปลี่ยนเป็นแชมป์โลกแท็กทีม WCW กลุ่มแรกในประวัติศาสตร์

จากนั้นไม่นาน WCW ตกลงใจสนับสนุน ซิมมอนส์ ในฐานะนักมวยปล้ำโดดเดี่ยว เขาแยกจากกลุ่มมองม แล้วก็กลับเป็นข้างธรรมะ ก่อนก้าวขึ้สู่จุดสุดยอดของอาชีพนักมวยปล้ำ ด้วยการท้าทายชิงชนะเลิศโลก WCW จาก เล็กซ์ ลูเกอร์ ในตุลาคม ปี 1991

การเผชิญหน้ากันระหว่างอดีตกาลสหายร่วมกลุ่มแทมขว้าง เบย์ บันดิทส์ ลงเอยด้วยชัยของ เล็กซ์ ลูเกอร์
ตามความมุ่งหวัง แม้กระนั้นเรื่องราวที่สร้างเสียงโจษจันไปทั่วแวดวง เป็น บทที่ลูเกอร์ชักชวนซิมมอนส์ เข้ามาเป็นพวกของเขา แม้กระนั้นไม่ใช่ในฐานะเพื่อนฝูงนักมวยปลุกปล้ำที่เสมอภาค ลูเกอร์อยากซิมมอนส์ ให้เข้ามารับบาทเป็นโชเฟอร์ส่วนตัวของเขา

แน่ๆว่าเรื่องดังที่กล่าวมาแล้ว เป็นไปตามหน้าที่ที่ได้ถูกเขียนไว้ และก็ลูเกอร์มิได้มีเจตนาใดเว้นเสียแต่ลบหลู่ดูหมิ่นซิมมอนส์ ตามหน้าที่นักมวยปล้ำข้างอธรรม

แม้กระนั้นเรื่องดังที่ได้กล่าวมาแล้วสะท้อนถึงการเหยียดสีผิวที่แฝงในแวดวงมวยปล้ำเวลานี้ ซึ่งเมื่อพิเคราะห์จากเหตุการณ์แล้ว ดูเหมือนจะไม่มีทางที่ ซิมมอนส์ นักมวยปล้ำผิวสีมากความสามารถรายนี้ จะก้าวไปคว้าชัยชนะโลกมาครอบครองได้ดุจที่จะต้องเป็น

แชมป์โลกส้มหล่น รอน ซิมมอนส์

รอน ซิมมอนส์

ข้างหลังพลาดได้แชมป์โลก รอน ซิมมอนส์ จำเป็นต้องกลับมาเป็นนักมวยปล้ำระดับกึ่งกลางอีกที เขาใช้เวลาครึ่งปีแรกด้วยการเปิดศึกกับนักมวยปล้ำคนใหม่มาแรง แคคตัส แจ็ค โดยทั้งสองสร้างชื่อให้กับตนเองจากการเปิดศึกคราวนี้ แล้วก็ ซิมมอนส์ กลับมาได้รับความนิยมของแฟนมวยปล้ำอีกรอบ

ในตอนนั้นเอง WCW กำลังดิ้นรนอย่างมากเพื่อต่อสู้กับ WWF (WWE ในตอนนี้) โดยคนที่รับหน้าที่ดูแล WCW ในตอนนั้นเป็น ใบเสร็จรับเงินล์ วัตตส์ โปรโมเตอร์โด่งดังในสมัย 1980s ที่เคยสนับสนุนชมรมขนาดเล็ก วัตตส์ มิด-เซาธ์ เรสลิง (Watts’s Mid-South Wrestling) ให้แปลงเป็นหนึ่งค่ายฝึกมวยปลุกปล้ำที่รุนแรงที่สุดในประเทศสหรัฐอเมริกามาแล้ว

การจะเอาชนะ WWF ให้ได้ตามวัตถุประสงค์ WCW ก็เลยจัดแจงคว้าตัว “เดอะ สเนค” เจค โรเบิร์ตส์ เข้ามาสู่สมาคม แล้วก็พร้อมเปิดตัวแบบเซอร์ไพรส์แฟนคลับในโชว์มวยปล้ำแบบไม่ถ่ายทอดออกรายการทีวี หรือ เฮาส์โชว์ ทุกวันที่ 2 เดือนสิงหาคม 1992 ณ เมืองบัลติเตียนมอร์ เมืองแมรีแลนด์

ความปรารถนาที่จะเปิดตัว เจค โรเบิร์ตส์ ทำให้แผนที่วางมาอย่างนานมากจำเป็นต้องเปลี่ยนแบบเฉียบพลัน ใบเสร็จรับเงินล์ วัตตส์ ตกลงใจให้ สติง ผู้ท้าแข่งแชมป์โลก WCW จากเวเดอร์ ถูกลอบทำร้าย จนกระทั่งหมดสิทธิ์ท้าทายชิงชนะเลิศโลกในคืนดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว

สิ่งที่ ใบเสร็จรับเงินล์ วัตตส์ ไม่เคยนึกถึงเลยเป็น คู่ต่อสู้แชมป์โลกที่ได้ระบุเอาไว้ จะต้องได้รับผลพวงจากการหายไปของสติง ใบเสร็จรับเงินล์ วัตตส์ จะต้องแก้เหตุการณ์ด้วยการหานักมวยปลุกปล้ำสักคนมาพบกับเวเดอร์ ก่อนที่จะถูกฟ้องร้องจะแฟนมวยปล้ำทั้งยังบัลตำหนิมอร์ ในข้อกล่าวหาโปรโมทฉ้อโกง ถ้าหากไม่แมตช์การปล้ำชิงชนะเลิศโลกดังที่แจ้งเอาไว้ล่วงหน้า

ในตอนที่วุ่นวายกับการหาผู้แทนที่ยอดเยี่ยม ใบเสร็จรับเงินล์ วัตตส์ จุดประกายไอเดียที่แสนจะล้ำเลิศในหัวของเขา นอกเหนือจากการเปิดตัว เจค โรเบิร์ตส์ แล้ว ใบเสร็จรับเงินล์ วัตตส์ จะสร้างความแปลกใจให้แก่โลกมวยปล้ำแบบคูณสอง ด้วยการเขียนบทให้ซิมมอนส์ เป็นแชมป์โลกผิวสีคนแรกในประวัติศาสตร์

“คืนนั้นแฟนมวยปล้ำได้มองเห็นเหตุที่มันสมจริงสมจังที่สุดในแวดวงมวยปล้ำ แล้วก็มันยากมากมายที่คุณจะได้มองเห็นเรื่องราวแบบงี้ เพราะเหตุว่าไม่มีผู้ใดทราบเลยว่าประเด็นนี้จะเกิดขึ้น แม้กระทั้งผมเองก็ยังไม่เคยรู้เลยว่า ผมจะสามารถครอบครองแชมป์โลกได้ในคืนนั้น”

คำบอกเล่าข้างบนของ ซิมมอนส์ มิได้เกินข้อเท็จจริงเลยแม้แต่น้อย ภาพของนักมวยปล้ำผิวสีถือเช็มชัดแชมป์โลกสีทองคำงาม เป็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 50 ปี นับจากแวดวงมวยปล้ำมีสิ่งที่เรียกว่าแชมป์โลก ไม่มีผู้ใดเคยจินตนาการถึงภาพนั้นมาก่อน แม้กระทั้ง ซิมมอนส์ เองก็ตาม

ผู้เดียวที่แลเห็นภาพนั้นในหัว เป็น บิลล์ วัตตส์ เนื่องจากเขาเคยส่งเสริมนักมวยปล้ำผิวสี จังก์ยาร์ด ด็อก ให้ดังมาแล้วในตอน 1980s แม้กระนั้นเหตุผลเดียวที่ จังก์ยาร์ด ด็อก ไปไม่ถึงแชมป์โลก เนื่องจากว่ารูปร่างของเขาที่อ้วนฉุ เมื่อบวกกับผิวสีที่ไม่เหมือนกัน การฝันถึงแชมป์โลกของจังก์ยาร์ด ด็อก ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้เลย

อย่างไรก็แล้วแต่ ซิมมอนส์ มิได้มีรูปร่างแบบจังก์ยาร์ด ด็อก เขาเป็นสมัยก่อนนักอเมริกันฟุตบอล รวมทั้งมีรูปร่างมองเป็นนักกกีฬาที่สุดเท่าที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้ บิลล์ วัตตส์ ก็เลยแน่ใจว่า ซิมมอนส์ เป็นผู้ที่เขาตามหา แล้วก็ตกลงใจแบบกระทันหัน มอบตำแหน่งแชมป์โลก WCW ให้แก่ ซิมมอนส์

วันที่ 2 ส.ค. 1992 ประวัติศาสตร์คนใหม่ในแวดวงมวยปล้ำก็เลยได้ถูกจารึก ซิมมอนส์ ใช้ท่าเพาเวอร์สแลม โจมตีเวเดอร์ ก่อนจับกดนับสาม เปลี่ยนเป็นนักมวยปล้ำเชื้อสายแอฟริกัน-อเมริกันคนแรก ที่ครอบครองแชมป์โลกมวยปล้ำมาครอบครองอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องด้วยความยินดี ของแฟนมวยปล้ำ 8,000 รายในเวลากลางคืนนั้น

“เมื่อผมย้อนกลับไปมองสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้น และก็ดูไปยังหน้าของแฟนคลับที่กำลังดูสิ่งที่เกิดขึ้นข้างหน้า ถ้าหากคุณยังไม่เคยรู้สึกอะไร ผมอาจจะจำต้องพูดว่า คุณมันไม่ใช่มนุษย์แล้ว” ซิมมอนส์ ย้อนความรู้สึกวันประวัติศาสตร์

ตอนหลัง รอน ซิมมอนส์ ได้แชมป์โลก WCW ได้ไม่นาน ภาพของเวลากลางคืนประวัติศาสตร์ได้ถูกอัดเทป แล้วก็ถ่ายทอดทางโทรทัศน์ ให้แฟนมวยปล้ำทั่วทั้งโลกได้จำถึงแชมป์โลกผิวสีคนแรกของแวดวง เรื่องราวนี้สร้างแรงสะเทือนแก่วงการมวยปล้ำ จนกระทั่ง ซิมมอนส์ ได้รับรางวัลนักมวยปล้ำผู้ผลิตสรรค์แรงดลใจ จากสถาบัน PWI ในปี 1992

โชคร้ายที่รางวัลดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นการบรรลุเป้าหมายเดียวที่ ซิมมอนส์ ได้จากการเขียนประวัติศาสตร์ เขาไม่ได้รับความนิยมนักในฐานะแชมป์โลก จนกระทั่งเสียแชมป์คืนให้แก่เวเดอร์ในอีก 5 เดือนถัดมา ในช่วงเวลาที่ บิลล์ วัตตส์ จะต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจที่บกพร่อง ด้วยการเช็ดกกระดอนออกมาจาก WCW

ความไม่ประสบผลสำเร็จสำหรับเพื่อการครองแชมป์โลกของ ซิมมอนส์ แปลงเป็นหลักฐานการันตีว่า นักมวยปล้ำผิวสีดีน้อยเกินไปที่จะถือแชมป์โลก โดยคนแรกที่ได้รับผลพวงเต็มๆหนีไม่พ้นซิมมอนส์ เอง เขาไม่เคยถูกสนับสนุนกลับสู่ระดับที่ถือว่าสูงอีกเลย ภายหลังจากเสียแชมป์ จนถึงปี 1994 ซิมมอนส์ก็เลยตกลงใจออกมาจาก WCW เพื่อเริ่มชีวิตใหม่ในสโมสรอื่น

ปี 1996 ซิมมอนส์ ย้ายสู่ WWF แล้วก็เปลี่ยนแปลงชื่อเป็นฟารุค หัวหน้าทีมเนชัน ออฟ ดอมไม่เนชัน (Nation of Domination) กลุ่มมวยปล้ำฝั่งอธรรมที่ได้รับแรงผลักดันจากกรุ๊ป เนชัน ออฟ อิสลาม (Nation of Islam) กรุ๊ปขยับเขยื้อนทางด้านการเมืองของชาวอิสลามในประเทศสหรัฐอเมริกา ที่มีแนวความคิดเกื้อหนุนกลุ่มชนผิวสี แล้วก็ดูถูกชาวยิว

หน้าที่ที่แสดงออกมาของ ซิมมอนส์ ในชื่อฟารุค ก็เลยไม่มีความต่างจากนักมวยปล้ำแนวความคิดเผด็จการ ที่ใช้ความเปลี่ยนไปอีกทั้งทางเชื้อชาติรวมทั้งศาสนา เข้ามาเรียกเสียงโห่จากผู้ชม ไม่ต้องสงสัยเลยว่าซิมมอนส์ไม่ประสบผลสำเร็จอะไร ในฐานะหัวหน้า Nation of Domination ก่อนถูกเตะออกมาจากลุ่มไปสุดท้าย

ทางจากนั้น ซิมมอนส์ น้อยลงมาเป็นนักมวยปล้ำระดับล่าง เขาจับคู่กับกางรดชอว์ สร้างแท็กทีมที่แฟนมวยปล้ำคนประเทศไทยรู้จักกันดีในชื่อ APA ก่อนเผยตัวแบบเป็นบางครั้งบางคราว เพื่อกล่าวคำว่า “DAMN!” เพื่อเรียกเสียงเฮจากผู้ชม

สมัคร TS911 วันนี้รับเครดิตฟรีสูงสุด 1,500 บาท ฝาก-ถอน ไม่จำกัด ตลอด 24 ชั่วโมง

Like and Shared
Tags : , , , , , , , ,
แสดงความคิดเห็น
บทความที่น่าสนใจ